พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยทรงเป็นองค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีราชภารกิจที่มากมายหลายประการในเวลาเดียวกัน และด้วยทรงตั้งปณิธานที่แน่วแน่ว่า “ตั้งใจจะอุปถัมภ์ภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนแลมนตรี” ด้วยพระราชปณิธานอันนี้ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการป้องกันประเทศ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม สถาปนาราชธานีใหม่ สร้างพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น
โดยพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประการแรก ทรงโปรดเกล้าให้มีการสร้างราชธานีใหม่แทนกรุงธนบุรี การที่ทรงย้ายราชธานีใหม่มาอีกทางฟากหนึ่งของแม่น้ำนั้นทรงใช้หลักเหตุผลทางยุทธศาสตร์เป็นสำคัญ เพราะทางฟากตะวันออกนั้น
แผ่นดินมีลักษณะเป็นหัวแหลมอีกทั้งยังมีแม่น้ำเป็นคูเมืองทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นชัยภูมิรับศึกได้เป็นอย่างดี และไกลออกไปทางทิศตะวันออกก็เป็นที่ราบลุ่ม ดินอ่อนเป็นโคลนเลน เป็นด่านป้องกันข้าศึกได้เป็นอย่างดี ทำให้ข้าศึกที่ยกทัพเข้ามาถึงชานพระนครได้ยาก การสร้างใช้เวลา 3 ปี มีกำแพงเมืองและป้อมปราการมั่นคง เขตกำแพงพระนครนั้นมีอาณาเขตตั้งแต่ มุมพระนครด้านเหนือตรงปากคลองบางลำพู ริมป้อมพระสุเมรุ เสียบริมคลองคูพระนครมาทางตะวันออก จนถึงป้อมมหากาฬ ก็ตัดลงมาทางทิศใต้จนถึงตรงปากคลองโอ่งอ่างริมป้อมจักรเพชร จึงตัดกลับขึ้นไปทางทิศตะวันตกเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปจนถึงมุมกำแพงพระบรมมหาราชวังทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ต่อเข้ากับกำแพงพระบรมมหาราชวังบริเวณป้อมสัตบรรพต ยาวตลอดไปจนถึงป้อมอินทรังสรรค์ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (กำแพงช่วงนี้ใช้เป็นกำแพงร่วมกับกำแพงพระบรมราชวัง) แล้วจึงตัดกลับไปจนถึงป้อมพระจันทร์ ซึ่งเป็นป้อมมุมพระราชวังบวรสถานมงคล ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้กำแพงพระนครช่วงนี้ อาศัยกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคลด้านตะวันตก ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ไปจนถึงป้อมพระอาทิตย์ มุมพระราชวังบวรสถานมงคลด้านทิศเหนือ จนถึงป้อมพระสุเมรุ บรรจบเข้ากับกำแพงพระนครเมื่อตนเริ่มต้น กำแพงพระนครนี้ก่อด้วยอิฐถือปูน มีเชิงเทินข้างใน บนสันกำแพงสร้างใบเสมาสำหรับบังทางขึ้นเว้นระยะเสมอกันรอบพระนคร ใต้ฐานเสมาด้านนอกกำแพงถือปูนขึ้นทำลวดลายบังผ่าหวาน 2 ชิ้น ชักเป็นหน้ากระดาน ในพื้นกระดานนี้เจาะเป็นช่องกากบาทอยู่ตรงกลางช่อง ระหว่งใบเสมาทำเป็นช่องสอดปืนเล็กสำหรับใช้ยิงเมื่อคราวสงคราม เว้นระยะห่างเสมอกันตลอดแนวพระนคร (กำแพงพระนครที่ยังเหลือให้เห็นในปัจจุบันคือบริเวณริมคลองรอบพระนคร ตรงด้านหน้าวัดราชนัดดาราม และวังบวรนิเวศ) อีกทั้งโปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคูเมืองทางทิศตะวันออก ที่เรียกว่า “คลองบางลำพูหรือคลองโอ่งอ่าง” ในปัจจุบันพระองค์พยายามจัดผังเมืองให้มีความคล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สร้างวัดเป็นหลักของพระนคร คือ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมราชวัง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดพระเชตุพน ทั้งนีร้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนว่า ไทยเราได้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่แล้วเหมือนในสมัยอยุธยา และทรงพระราฃทานนามราชธานีใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์” รวมถึงการสร้างพระบรมรามหาราชวังขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มมีการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2326 จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2327 ทรงสร้างพระมหาปราสาทราชมณเฑียรสถานขึ้นมาในขั้นแรก ได้ แก่
1. พระราชมณเฑียรชั่วคราว โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับชั่วคราว พระราชมณเฑียรแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยไม้ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2326 ได้ก่อสร้างพระมหามณเฑียรสถานเพื่อประทับเป็นการถาวรเสร็จ จึงได้รื้อพระราชมณเฑียรชั่วคราวออกไป
2. พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท เป็นปราสาทองค์แรกที่สร้างขึ้นมาในพระบรมมหาราชวัง โดย พระที่นั่งองค์นี้ได้จำลองแบบมาจากพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ในกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังได้ถูกสายฟ้าฟาดทำ ให้เกิดไฟไหม้เสียหาย หลังจากได้ใช้งานเพียง 5 ปีเท่านั้น
3. พระมหามณเฑียร มีพระที่นั่งประกอบกันถึง 7 องค์ ได้แก่
- 1. พระที่นั่งจักรพรรดิมาน
- 2. พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
- 3. พระที่นั่งอมมรินวินิจฉัยไหสูรยพิมาน พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นท้องพระโรงมาจนถึงในปัจจุบัน
- 4. พระปรัศว์ขวาและพระปรัศว์ซ้าย
- 5. หอพระสุราลัยพิมาน
- 6. หอพระธาตุมณเฑียร
- 7. พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์
4. พระมหาปราสาท หมายถึง หมู่พระที่นั่ง ประกอบด้วยพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งพิมานรัถยา และพระปรัศว์
5. พระที่นั่งพลับพลาสูง ในปัจจุบัน คือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท
6. พระที่นั่งทอง เป็นพระที่นั่งขนาดย่อม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในสวนวนขวา สำหรับประพาสในพระบรมมหาราชวัง
ด้านการป้องกันประเทศ
พระองค์ทรงตรากตรำและทรงใช้สติปัญญา คามกล้าหาญเด็ดขาดตลอดพระชนม์ชีพในการทำสงครามป้องกันพระราชอาณาจักร ในรัชกาลของพระองค์มีการทำส งครามกับพม่า ถึง 7 ครั้ง โดย กองทัพไทยได้ยกไปตีเมืองตะนาวศรี เมืองมะริดและเมืองทวาย ในเขตแดนของพม่าด้วย เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยได้มีการฟื้นตัวมีความเข็มแข็งมากพอแล้ว เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวไทยเป็นอย่างมาก การสงครามที่ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างมากก็คือ ในตอนต้นรัชกาล คือ สงคราม 4 ทัพ เมื่อ พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลองพญา ได้ปราบปรามหัวเมืองมอญและไทยใหญ่ได้ราบคาบ มีพระประสงค์จะเพิ่มพูนพระเกียรติด้วยการปราบปรามประเทศไทย จึงรวบรวมไพร่พลได้ถึง 144,000 คน กรีฑาทัพเข้าตีประเทศไทย แบ่งเป็น 9 ทัพใหญ่ รุกเข้ามาพร้อมกันถึง 5 เส้นทาง ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทางด้านทิศเหนือพม่าได้ยกกองทัพเข้ามาทางเมืองลำปาง และหัวเมืองทางด้านแม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำยม อีกด้านเข้าตีหัวเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง เริ่มตั้งแต่เมืองตาก เมืองกำแพงเพชรลงมา ทัพหลวงซี่งเป็นทัพที่ใหญ่ที่สุดเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเข้าตีพระนคร ทางด้านทิศใต้เข้ามาทางด่านบ้องตี้ตีเมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี เพื่อไปสมทบกับทัพเรือที่เข้ามาทางด่านเมืองมะริด
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีกำลังทหารเพียงครึ่งหนึ่งของกองทัพพม่า คือ เพียง 70,000 คนเศษ ได้ทรงใช้ยุทธวิธีใหม่ในการทำศึกสงครามครั้งนี้ โดยทรงยกทัพไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี ส่วนอีกทัพหนึ่งทรงให้ไปตั้งรับพม่าที่เมืองนครสวรรค์และเมืองราชบุรี อีกด้านหนึ่งทรงส่งพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จไปตั้งค่ายมั่นที่ทุ่งลาดหญ้าเชิงเขาบรรทัด คอยสกัดทัพจากพม่าไม่ให้ลงมาจากเขาได้ กองทัพพม่าจึงต้องหยุดตั้งค่ายที่เชิงเขา ทำให้ต้องรับเสบียงอาหารจากแนวหลังเพียงทางเดียว ทางกองทัพจึงจัดหน่วยกองโจรเข้าปล้นเอาเสบียง กองทัพพม่าขัดสนเสบียงอาหาร เมื่อเข้ารบพุ่งกันพม่าจึงพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย เมื่อได้รับชัยชนะแล้วพระอนุชาธิราชจึงรีบยกทัพขึ้นไปช่วยทัพทางด้านอื่น และได้รับชัยชนะตลอดทุกทัพตั้งแต่เหนือจรดใต้
ในปีต่อมาพม่าก็ยกทัพมาตีไทยอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า สงครามท่าอินแดงและสามสบ คราวนี้พม่าเตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินทัพอย่างดีที่สุด แก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เคยประสบมาเมื่อครั้งก่อนคราวนี้พม่าไดด้กรีฑาทัพผ่านเข้ามาทางด่านเจดีย์ 3 องค์ มาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดง และสามสบพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตีค่ายที่ท่าดินแดงพร้อมกับทัพกรมพระราชวังบวรฯ ตีค่ายพม่าที่สามสบรบกันอยู่ 3 วัน ค่ายพม่าก็แต่ทุกค่าย กองทัพไทยไล่ตามติด ๆ ไปชนะค่ายพระมหาอุปราชาที่ลำแม่น้ำกษัตริย์อีกค่ายหนึ่ง กองทัพพม่าจึงพ่ายอย่างยับเยิน เสียผู้คน พาหนะเสบียงอาหารและศัสตราวุธเป็นอันมาก แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถอย่างแท้จริงในการสงครามและในรัชกาลนี้ได้ทำสงครามขับไล่อิทธิพลกองทัพพม่าจากล้านนา หัวเมืองภาคเหนือและราชอาณาเขตได้โดยเด็ดขาด ทำให้ราชอาณาจักรไทยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ดินแดนล้านนา ไทยใหญ่ สิบสองปันนา หลวงพระบาง เวียงจันทร์ กัมพูชา และด้านทิศใต้ มีดินแดงไปถึงเมืองตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี ปะริดและเประ
การชำระประมวลกฎหมาย
การชำระกฎหมายนี้สำคัญยิ่ง เพราะกฎหมายย่อมเป็นมาตรฐานในการกำหนดความสัมพันธ์ ของประชาชนในประเทศ ว่าแต่ละคนมีสิทธิ์และหน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อตนเอง ผู้อื่นและประเทศชาติอย่างใดเพียงใด เหตุที่เสียกรุงศรีอยุธยาอย่างไม่เป็นชิ้นดี พระราชกำหนดกฎหมายต่าง ๆ จึงกระจัดกระจายฟั่นเฟื่อน ไม่สามารถยึดถือเป็นหลักยุตธรรมของบ้านเมืองได้ ดังนั้นเมื่อ พ.ศ. 2347 จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาชำระกฎหมายที่มีอยู่ให้ถูกต้องและบริบูรณ์ และผ่านการวินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ให้นำมาใช้เป็นหลักในการปกครองต่อไป กฎหมายที่ทรงชำระนั้นได้ใช้สืบเนื่องมาจนถึงรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงยุติการใฃ้กฎหมายของรัชกาลที่ 1 ลง โดยได้ใช้ยึดถือปฏิบัติมาเป็นเวลาถึง 131 ปี
ด้านการปกครอง
การปกครองประเทศนั้น ทรงจัดแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นในและชั้นนอก ส่วนตำแหน่งที่รองลงมาจากพระมหากษัตริย์นั้น คือ ตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และในส่วนข้าราชการนั้นมีอัครเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ พระสมุหกลาโหม มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้าราชการฝ่ายพลเรือน คือ สมุหนายก มีหน้าที่ดูแลปกครองความสงบเรียบร้อยโดยทั่วไปในพระนคร
ส่วนตำแหน่งรองลงมาอีก 4 ตำแหน่ง เรียกว่า เสนาบดีจตุสดมภ์ ประกอบด้วย
- เสนาบดีกรมเมืองหรือกรมเวียง ใช้ตราพระยมทรงสิงห์เป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่บังคับบัญชารักษาความปลอดภัยให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปในราชอาณาจักร
- เสนาบดีกรมวัง ใช้ตราเทพยดาทรงพระนนทิกร (โค) เป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่บังคับบัญชาการในพระบรมมหาราชวัง และพิจารณาความคดีแพ่ง
- เสนาบดีกรมพระคลัง ใช้ตราบัวแก้วเป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่ในการรับ-จ่าย และเก็บรักษาพระราชทรัพย์ที่ได้จากการเก็บส่วนอากร รวมถึงบังคับบัญชากรมท่า และการค้าขายที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างประเทศ และกรมพระคลังต่าง ๆ เช่น กรมพระคลังสินค้า
- เสนาบดีกรมนา ใฃ้ตราพระพิรุณทรงนาคเป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่บังคับบัญชา เกี่ยวกับกิจการนาไร่ทั้งหมด
ด้านการบำรุงพระศาสนา
ได้ทรงทำนุบำรุงพระศาสนาเป็นอย่างมากและเกิดผลต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ รวบรวมได้ 3 ลักษณะ
ประการที่ 1 ทรงชำระและสถาปนาพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ ให้ดำรงสมณศักดิ์รับผิดชอบศาสนจักรให้รุ่งเรืองต่อไป และได้ทรงตราพระราชกำหนดกฎหมายกวดขันการประพฤติของพระสงฆ์ไว้ อย่างเคร่งครัด
ประการที่ 2 ทรงชำระพระไตรปิฏกให้ถูกต้องบริบูรณ์ เป็นหลักในการศึกษาค้นคว้า
ประการที่ 3 มีพระราชศรัทธาก่อสร้างและซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอารามน้อยและใหญ่ไว้เป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามและวัดสุทัศน์เทพวราราม
การทะนุบำรุงพระศาสนาข้อที่สำคัญที่สุด คือ การทำสังคายนาชำระพระไตรปิฎก พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร ทรงพระนิพนธ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมทรงบรรยายร่วมกับการชำระพระไตรปิฎกไว้ดังนี้
การชำระพระศาสนาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ นั้น ทรงเริ่มต้นด้วยการทำสังคายนาพระไตรปิฎกด้วยทุนรอนที่โปรดเกล้าฯ ให้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่ต่อมาความปรากฏว่าพระไตรปิฎกฉบับที่ชำระจากพระคัมภีร์ไม่ถูกต้อง มีความผิดเพี้ยนอยู่เป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระใหม่ในปีวอก พ.ศ. 2331 อันเป็นปีที่ ท 6 ในรัชกาล เป็นเวลาที่ว่างจากศึกสงคราม เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ ผู้เขียนพระราชพงศาวดาร ได้กล่าวไว้ว่า
“พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชรำพึงถึงพระไตรปิฎกธรรมอันเป็นมูลรากแห่งพระปริยัติศาสนา ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากให้เป็นค่าจ้างลานจารึกพระไตรปิฎกลงในใบลาน แต่บรรดามีฉบับไหนที่ใด ๆ เป็นอักษรลาว อักษรรามัญ ก็ใช้อักษรแปลงออกเป็นอักษรขอม สร้างขึ้นไว้ในตู้ ณ หอพระมณเฑียรธรรม และสร้างพระไตรปิฎกถวายพระสงฆ์ให้เล่าเรียนทุก ๆ พระอารามหลวงตามความปรารถนา”
แต่ท่านจึงจหมื่นไวยวรนารถ กราบทูลว่า “พระไตรปิฎกซึ่งทรงพระราชศรัทธาสร้างขึ้นไว้ทุกวันนี้อักขระบท พยัญชนะตกวิปลาสอยู่แต่เดิมมา หาผู้จะทำนุบำรุงแต่งเติมดัดแปลงให้ถูกต้องบริบูรณ์ขึ้นมาได้” ครั้นทรงสดับจึงทรงปรารภว่า “พระบาลีและอรรถกถาฎีกาพระไตรปิฎกฉบับทุกวันนี้ เมื่อแลผิดเพี้ยวิปลาสอยู่เป็นอันมากฉะนี้ จะเป็นเค้ามูลพระศาสนาและปฏิบัติศาสนาจะเสื่อมสูญเป็นอันเร็วนักสัตว์โลกทั้งปวงจะหาที่พึ่งบ่มิได้ ในอนาคตภายหน้า ควรจะทะนุบำรุงพระศาสนาไว้ให้ถาวรการเป็นประโยชน์แก่เทพยดาดมนุษย์ทั้งปวงจึงจะเป็นทางพระโพธิญาณบารมี……….”
จึงทรงเรียกพระบรมวงศานุวงศ์ มีพระบาทสมเด็จพระบวรราชเจ้าในรัชกาลนั้น เป็นประธานในพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท อารธนาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะ ฯลฯ 100 รูป มารับพระราชดำรัสให้จัดการทำสังคายนา ณ วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุ) ซึ่งพระราชทางนามใหม่ในโอกาสนี้ว่า “วัดพระศรีสรรเพ็ชรดาราม” ทรงบริจาคพระราชทรัพย์แจกจ่าย เกณฑ์พระราชวงศ์ข้าราชการทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้าให้ทำสำรับคาวหวานถวายพระสงฆ์ ซึ่งมาชำระพระไตรปิฎกทั้งเข้าเพลเวลา 436 สำรับ
เมื่อการทำสังคายนาเริ่มทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวณอิสริยยศสู่พระอุโบสถ การทำสังคายนากระทำโดยแบ่งพระสงฆ์ออกเป็น 4 กองคือ ชำระพระวินัย 1 พระสูตร 1 พระอภิธรรม 1 พระสัทธาวิเสส 1 แต่ละกองอยู่ห่างกันไปในบริเวณวัดนั้น ใช้เวลาทั้งหมด 5 เดือน จึงสำเร็จ ต่อมาพระราชทานพระราชทรัพย์จ้างช่างคฤหัสถ์และพระสงฆ์ สามเณรให้จารึกพระไตรปิฎกซึ่งชำระแล้วลงในใบลานเย็บเล่มเป็นคัมภีร์ มีปิดทองทับทั้งหน้าและหลัง และกรอบห่อด้วยผ้ายกเชือกรัด ถักด้วยไหมเบญจพรรณมีสลากงาและเป็นลวดลายเส้นหมึกและสลากทอ เรียกว่า ฉบับทอง เป็นอักษรบอกชื่อคัมภีร์เมื่อเสร็จแล้วทุกคัมภีร์ ทรงจัดงานฉลองสมโภชขึ้นเป็นมหกรรมพระไตรปิฎกหลวงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ในหอพระมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ส่วนทางด้านศาสนาสถานนั้น ในขั้นแรกทรงสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พร้อมกับการสถาปนาพระบรมมหาราชวัง ในปี พ.ศ. ขึ้น เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้ฟื้นฟูแล้ว เมื่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเสร็จทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระพุทธมหามณีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันติดปากว่า พระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธมหามณีรัตนศาสดารามเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญมากของไทยเราปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรื่องราวของพระแก้วมรกตมีปรากฏมาแต่เดิมในตำนาน “รัตนพิมพวงศ์” ซึ่งแต่งเป็นภาษามคธ เล่าสืบกันมาว่า “พระแก้วมรกตนี้ เทวดาเป็นผู้สร้างถวายนาคเสนเถระ พระอรหันต์องค์หนึ่งที่เมืองปาฏลีบุตร พระนาคเสนผู้นี้มีฤทธิ์สำเร็จด้วยอภิญญาณได้อธิษฐานอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เข้าประดิษฐานในองค์พระแก้วมรกต 7 แห่ง ๆ ละพระองค์ คือ พระเมาลี 1 พระนลาฏ 1 พระอังสาทั้ง 2 ข้าง และพระขานุทั้ง 2 ข้าง แล้วปิดเนื้อแก้วให้เป็นเนื้อเดียวกันดังเดิม”
พ.ศ. 2107 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองมีอำนาจขึ้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่า ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะศึกพม่ามอญไม่ได้ จึงย้ายพระราชธานีไปตั้งที่เมืองเวียงจันทร์ พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นมาด้วยและทรงประดิษฐานอยู่ที่นั้นเป็นเวลาถึง 214 ปี จนเมื่อไทยได้ทำสงครามกับกรุงศรีรัตนาคนหุต พระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกไปตีเมืองเวียงจันทร์ จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาไว้ยังกรุงธนบุรี
ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชสมบัติ ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นมาในพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อวันจันทน์ เดือน 4 แรม 14 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา
การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม
ด้านวรรณกรรม
การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ส่วนใหญ่เป็นการฟื้นฟูในด้านอักษรศาสตร์เป็นสำคัญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้พระราชนิพนธ์เองบ้าง กวีและผู้รู้เขียนขึ้นมาบ้าง ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสนพระทัยในงานด้านวรรณศิลป์เป็นอย่างมาก ทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าไว้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ เป็นวรรณกรรมที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทย ด้วนจะเห็นเรื่องราวของวรรณคดีเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในงานศิลปะแขนงต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น จิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์วิหารต่าง ๆ การแสดงโขน เป็นต้น รามเกียรติ์ที่ทรงพระราชนิพนธ์รู้จักกันในชื่อว่า “รามเกียรติ์ รัชกาลที่ 1”ทรงนิพนธ์ลงในสมุดปกดำแบบโบราณความยาวประมาณ 102 เล่มจบ มีคำประมาณ 195840 คำ ซึ่งถือว่าเป็นวรรณคดีไทยที่มีความยาวเรื่องหนึ่ง(ในปัจจุบันทางคุรุสภาได้จัดพิมพ์ลงในหนังสือ 8 หน้ายก 4 เล่ม รวม 2,796 หน้า) โดยสำนวนโวหารในพระองค์ท่าน จะเป็นสำนวนแบบทหาร ถ้อยคำที่ใช้ก็ตรงไปตรงมา
นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นอีก 3 เรื่อง คือ อิเหนา ดาหลังและอุณรุท อีกทั้งยังทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องย่อย ๆ อีกเรื่องหนึ่งคือ นิราศท่าดินแดง ทรงพระราชนิพนธืขึ้นในขณะที่ทำสงคราม ณ สมรภูมิรบท่าดินแดง ด้วยในปี พ.ศ. 2329 ทรงทำสงคราม ณ สถานที่แห่งนั้น
ด้านสถาปัตยกรรม
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูงานช่างขึ้นมาใหม่ เนื่องด้วยในเวลานั้นช่างฝีมือดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นจำนวนมากเมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาแตกเสียให้แก่พม่าข้าศึก ครั้นเมื่อได้รับอิสภาพช่างฝีมือก็เหลือน้อยเต็มที่ ทรงพระราชดำริให้ฟื้นฟูงานช่างประเภทต่าง ๆ เป็นต้นว่า งานช่างประดับมุก งานช่างเขียนลวดลายปิดทองรดน้ำ งานช่างเงินช่างทอง งานช่างไม้ งานช่างแกะสลัก เป็นต้น โดยทรงสนับสนุนให้ช่างที่ฝึกฝีมือเหล่านี้ได้มีโอภาสได้ทำงานช่างฝีมือต่าง ๆ เพื่อเป็นการฝึกฝีมือ เช่น ทรงโปรดให้ช่างเงินช่างทอง ทำเครื่องราชูปโภคตลอดจนเครื่องยศต่าง ๆ ที่พระราชทานให้แก่ผู้อื่น ถ้าเป็นเรื่องช่างก่อสร้างทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัด พระราชวัง เป็นต้น การข่างประณีตศิลป์เหล่านี้ได้รับการพื้นฟูขึ้นมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนี้เอง จนมีท่านผู้ใหญ่กล่าวว่า “ฝีมือช่างไทยเพิ่งมาดีขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นของหายากสิ่งใดที่พบเห็นในเวลานี้ บรรดาเป็นของช่างฝีมือดีในรัชกาลที่ 1 ทั้งสิ้น เช่น เครื่องราชูปโภค เป็นต้น หรือถ้าจะเลือกกล่าวแต่สิ่งของซึ่งคนทั้งหลายเห็นได้ด้วยกันโดยง่า ย เช่น งานประตูมุก วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และงานมุกมณฑปพระพุทธบาทฝีมือเขียนฝาผนังพระอุโบสถ วัดราชบูรณะ เป็นต้น”
พระราชกรณียกิจที่สำคัญพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส การป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีมีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัดและอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ
พระราชกรณียกิจด้านสังคม ทรงยกเลิกระบบไพร่ โดยให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์ นับเป็นการเกิดระบบทหารอาชีพในประเทศไทยนอกจากนี้ พระองค์ยังทรงดำเนินการเลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากออกกฎหมายให้ลูกทาสอายุครบ 20 ปีเป็นอิสระ จนกระทั่งออกพระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ซึ่งปล่อยทาสทุกคนให้เป็นอิสระและห้ามมีการซื้อขายทาส
การปฏิรูปการปกครอง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงการคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศในแถบเอเชีย โดยมักอ้างความชอบธรรมในการเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ว่าเป็นการทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าอันเป็น "ภาระของคนขาว"ทำให้ต้องทรงปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัย โดยพระราชกรณียกิจดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2416
ประการแรก ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมาสองสภา ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตต) และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ (ปรีวีเคาน์ซิล) ในปี พ.ศ. 2417 และทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น "เคาน์ซิลลอร์" ให้มีอำนาจขัดขวางหรือคัดค้านพระราชดำริได้ และทรงตั้งพระราชวงศานุวงศ์ 13 พระองค์ และขุนนางอีก 36 นาย ช่วยถวายความคิดเห็นหรือเป็นกรรมการดำเนินการต่าง ๆ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ขุนนางตระกูลบุนนาค และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เห็นว่าสภาที่ปรึกษาเป็นความพยายามดึงพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิดคามขัดแย้งที่เรียกว่า วิกฤตการณ์วังหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าวทำให้การปฏิรูปการปกครองชะงักลงกระทั่ง พ.ศ. 2428
พ.ศ. 2427 ทรงปรึกษากับพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตไทยประจำอังกฤษ ซึ่งพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11 นาย ได้กราบทูลเสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบ
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรงเห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรงศึกษารูปแบบการปกครองแบบประเทศตะวันตก และ พ.ศ. 2431 ทรงเริ่มทดลองแบ่งงานการปกครองออกเป็น 12 กรม (เทียบเท่ากระทรวง)
พ.ศ. 2431 ทรงตั้ง "เสนาบดีสภา" หรือ "ลูกขุน ณ ศาลา" ขึ้นเป็นฝ่ายบริหาร ต่อมา ใน พ.ศ. 2435 ได้ตั้งองคมนตรีสภา เดิมเรียกสภาที่ปรึกษาในพระองค์ เพื่อวินิจฉัยและทำงานให้สำเร็จ และรัฐมนตรีสภา หรือ "ลูกขุน ณ ศาลาหลวง" ขึ้นเพื้อปรึกษาราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังทรงจัดให้มี "การชุมนุมเสนาบดี" อันเป็นการประชุมปรึกษาราชการที่มุขกระสัน พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ด้วยความพอพระทัยในผลการดำเนินงานของกรมทั้งสิบสองที่ได้ทรงตั้งไว้เมื่อ พ.ศ. 2431 แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศตั้งกระทรวงขึ้นอย่างเป็นทางการจำนวน 12 กระทรวง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 อันประกอบด้วย
- กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบงานที่เดิมเป็นของสมุหนายก ดูแลกิจการพลเรือนทั้งหมดและบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและชายทะเลตะวันออก
- กระทรวงนครบาล รับผิดชอบกิจการในพระนคร
- กระทรวงโยธาธิการ รับผิดชอบการก่อสร้าง
- กระทรวงธรรมการ ดูแลการศาสนาและการศึกษา
- กระทรวงเกษตรพานิชการ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์
- กระทรวงยุติธรรม ดูแลเรื่องตุลาการ
- กระทรวงมรุธาธร ดูแลเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์
- กระทรวงยุทธนาธิการ รับผิดชอบปฏิบัติการการทหารสมัยใหม่ตามแบบยุโรป
- กระทรวงพระคลังสมบัติ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็นของกระทรวงการคลัง
- กระทรวงการต่างประเทศ (กรมท่า) รับผิดชอบการต่างประเทศ
- กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบกิจการทหาร และบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้
- กระทรวงวัง รับผิดชอบกิจการพระมหากษัตริย์
หลังจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ทรงให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบกิจการพลเรือนเพียงอย่างเดียว และให้กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบกิจการทหารเพียงอย่างเดียว ยุบกรม 2 กรม ได้แก่ กรมยุทธนาธิการ โดยรวมเข้ากับกระทรวงกลาโหม และกรมมรุธาธร โดยรวมเข้ากับกระทรวงวัง และเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตรพานิชการ เป็น กระทรวงเกษตราธิการ ด้านการปกครองส่วนภูมิภาค มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้ไทยกลายมาเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ โดยการลดอำนาจเจ้าเมือง และนำข้าราชการส่วนกลางไปประจำแทน ทรงทำให้นครเชียงใหม่ (พ.ศ. 2317-2442) รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ตลอดจนทรงแต่งตั้งให้กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ไปประจำที่อุดรธานี เป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองแบบเทศาภิบาล
พ.ศ. 2437 ทรงกำหนดให้เทศาภิบาลขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกระบบกินเมือง และระบบหัวเมืองแบบเก่า (ได้แก่ หัวเมืองชั้นใน ชั้นนอก และเมืองประเทศราช) จัดเป็นมณฑล เมือง อำเภอ หมู่บ้าน ระบบเทศาภิบาลดังกล่าวทำให้สยามกลายเป็นรัฐชาติที่มั่นคง มีเขตแดนที่ชัดเจนแน่นอน นับเป็นการรักษาเอกราชของประเทศ และทำให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
พระองค์ยังได้ส่งเจ้านายหลายพระองค์ไปศึกษาในทวีปยุโรป เพื่อมาดำรงตำแหน่งสำคัญในการปกครองที่ได้รับการปฏิรูปใหม่นี้ และทรงจ้างชาวต่างประเทศมารับราชการในตำแหน่งที่คนไทยยังไม่เชี่ยวชาญ ทรงตั้งสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศที่ท่าฉลอม พ.ศ. 2448
การเสียดินแดน
- ดูบทความหลักที่ การเสียดินแดนของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์าร
การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส
- ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม 2410
- ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้อหา คือ
- ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก
- ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย
- ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม
- ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)
- ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. 2447
- วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึงเกาะกูด
รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร
- และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไซยะบูลี และ จำปาศักดิ์ตะวันตก ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450
การเสียดินแดนให้อังกฤษ
- เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 (นับอย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพื่อขอกู้เงิน 4 ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหนี้ 40 ปี
พระราชนิพนธ์
ทรงมีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมด 10 เรื่อง
พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์โปรดให้มีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสำหรับพระราชวงศ์ เสนาบดี ทหารและพลเรือนทั้งหลายต่างดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาทั่วทุกคน พระองค์มิได้มีพระราชประสงค์ให้ข้าราชบริพารซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระองค์ฝ่ายเดียว แต่ทรงพระราชดำริว่าจะต้องทรงให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนของพระองค์ด้วยพระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่เสวยน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
พ.ศ. 2396 โปรดให้จัดทำพระราชพิธีบรรจุดวงพระชะตาพระนคร ลงในหลักเมืองที่โปรดให้ทำขึ้นใหม่ แทนหลักเมืองเก่าซึ่งยกขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 1 ซึ่งชำรุดทรุดโทรม
พ.ศ. 2400 โปรดให้สถาปนาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเป็นบำเหน็จความดีความชอบ
พ.ศ. 2401 โปรดให้ตั้งโรงพิมพ์หลวงขึ้นในวัง เรียกว่า "โรงราชกิจจานุเบกษา" เพื่อเสนอข่าวราชการเป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2403 โปรดให้สร้างโรงกษาปณ์ขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติในพระบรมมหาราชวัง เพื่อผลิตเหรียญเงินราคาต่างๆ เพื่อใช้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ซื้อขายแลกเปลี่ยน แทนเงินอย่างเก่าคือพดด้วง ทรงพระราชทานนามว่า "โรงกษาปณ์สิทธิการ"[12] นับเป็นโรงกษาปณ์แห่งแรกในเมืองไทย
พ.ศ. 2404 โปรดให้ตัดถนนและขุดคลองให้เป็นทางสัญจรอย่างใหม่ สำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศเหมือนกับประเทศที่เจริญแล้วทางยุโรป เช่น การสร้างถนนเจริญกรุงเป็นสายแรก ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนครและ ถนนสีลม ส่วนคลองได้แก่ คลองผดุงกรุงเกษม คลองหัวลำโพง คลองมหาสวัสดิ์ และคลองดำเนินสะดวก เป็นต้น
ด้านวรรณคดี
พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงเป็นอย่างดี พระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นประเภทร้อยแก้ว บทพระราชนิพนธ์ที่สำคัญ ได้แก่
- ชุมนุมพระบรมราโชบาย 4 หมวด คือ หมวดวรรณคดี โบราณคดี ธรรมคดี และตำรา
- ตำนานเรื่อง พระแก้วมรกต เรื่องปฐมวงศ์
- ทรงริเริ่มให้มีการค้นคว้าศิลาจารึกในประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก คือ จารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงและจารึกหลักที่ 4 ของพระยาลิไทย
ด้านพระพุทธศาสนา
พระองค์ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง โดยทรงตั้งธรรมยุตติกาวงศ์ขึ้น เป็นนิกายใหม่ในพระพุทธศาสนา ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและระเบียบแบบแผน
ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกอย่างกว้างขวาง มีการทำสัญญากับต่างประเทศถึง 10 ประเทศ ทรงนำนโยบาย "ผ่อนสั้น ผ่อนยาว" มาใช้กับประเทศมหาอำนาจเป็นพระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ อันทำให้ไทยสามารถดำรงเอกราชอยู่ได้จนทุกวันนี้ พระองค์ได้ส่งคณะทูตไทยโดยมีพระยามนตรีสุริยวงศ์เป็นราชทูต เจ้าหมื่นสรรเพ็ชภักดีเป็นอุปทูต หมื่นมณเฑียรพิทักษ์เป็นตรีทูต นำพระราชสาส์นไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษนับเป็นความคิดริเริ่มให้มีการเดินทางออกนอกประเทศได้ เนื่องจากแต่เดิมกฎหมายห้ามมิให้ เจ้านาย พระราชวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่เดินทางออกจากพระนคร เว้นเสียแต่ไปในการสงครามกับกองทัพ
พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ชาวต่างประเทศรับราชการเป็นกงสุลไทย เช่น เซอร์ จอห์น เบาริง อัครราชทูตของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ เข้ามาทำสนธิสัญญากับประเทศไทยเป็นชาติแรก เมื่อพ.ศ. 2398 ได้ทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาสยามานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ" เป็นกงสุลไทยประจำกรุงลอนดอน
พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ของไทย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักดาราศาสตร์ไทยผู้ยิ่งใหญ่ทรงการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ล่วงหน้า 2 ปี และได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมเซอร์ แอร์รี่ ออร์ด เจ้าเมืองสิงคโปร์ คณะทูตานุทูต นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส แขกต่างประเทศอื่นที่ทรงเชิญมา และข้าราชบริพารไทย ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตรงตามที่พระองค์ทรงคำนวณไว้ทุกประการ พระอัจฉริยภาพของพระองค์เป็นที่เลื่องลือ ขจรขจายปวงชนชาวไทยถวายพระราชสมัญญานามทรงเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" และเป็นที่มาของการสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ ตำบลหว้ากอจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นอนุสรณ์สถานแด่พระองค์
จากคัมภีร์พุทธศาสนาเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ส่งอิทธิพลสำคัญต่อความคิดความเชื่อ ของผู้คนชาวไทย เรื่องภาพแห่งจักรวาล คือ ภพทั้ง 3 แห่ง สวรรค์ มนุษย์และบาดาล แต่สำหรับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพแห่งจักรวาลคือวิชาการดาราศาสตร์ยุคใหม่ของการศึกษาถึงความเป็นไปในเอกภพ ด้วยข้อมูลความจริงด้วยความคิดและเหตุผลโดยการศึกษาอย่างเป็นระบบระเบียบ ตามหลักการของวิทยาศาสตร์แผ่นดินในรัชสมัยของพระองค์จึงเป็นประตูสู่โลกยุคใหม่ การเสด็จพระราชดำเนินเพื่อพิสูจน์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ณ ตำบลหว้ากอ ถือเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่และครั้งแรกของชาติไทย โดยพระองค์ท่าน ทรงเป็นผู้คำนวณด้วยพระองค์เองต่อหน้าคณะนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และแขกเมืองชาวต่างประเทศ ถือเป็นการเสี่ยงต่อการสูญเสียพระเกียรติยศอย่างยิ่ง แต่พระองค์ก็ทรงกระทำการคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำสมศักดิ์ศรีที่ชาวไทยคำนวณสุริยุปราคาได้แม่นยำมานานนัก ดังเช่นพญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ ทางด้านวิทยาศาสตร์ บริเวณโดยรอบจะแสดงเครื่องใช้ของพระองค์ ที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งของที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ได้นำมาตั้งแสดงให้พสกนิกรได้ชมอย่างใกล้ชิด



